fbpx
สายพันธุ์ส้ม

เจาะลึก 7 สายพันธุ์ส้มให้ประโยชน์ / แตกต่างกันอย่างไร

ส้มเป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในทุกส่วนของโลก เป็นที่นิยมในอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสุขภาพและเป็นที่นิยมในการใช้เป็นส่วนประกอบในความงามและสุขภาพผิวพรรณอีกด้วย

แจก 5 สูตรคั้นนํ้าส้ม อร่อยไม่ซํ้า ทานได้ทุกวันไม่มีเบื่อ

ในบทความนี้เราจะพาท่านไปรู้จักกับ 7 พันธุ์ส้มที่ต่างกันทั้งในเรื่องของลักษณะ แหล่งที่มา และประโยชน์ของพันธุ์ส้มแตกต่างกันอย่างไร และหลักการปลูกส้มอีกด้วย

พันธุ์ส้ม

สายพันธุ์ส้มที่มีกี่ชนิด และชื่อส้มต่างๆ

ส้มเป็นผลไม้ที่มีความนิยมในเอเชียมากที่สุด โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการปลูกและบริโภคอย่างแพร่หลาย พันธุ์ส้มส่วนใหญ่จะแตกต่างกันในด้านรูปร่างของผล สีของเปลือก และรสชาติของมัน นอกจากนี้ พันธุ์ส้มยังแตกต่างกันในด้านการปลูกและสภาพอากาศที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง

ปัจจุบันนี้ มีพันธุ์ส้มจำนวนมากที่มีชื่อและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยพันธุ์ส้มที่มีความนิยมและมักถูกปลูกในประเทศไทยมีทั้งหมด 7 สายพันธุ์ ดังนี้

1. ส้มสายนํ้าผึ้ง

ส้มสายนํ้าผึ้ง
ส้มสายน้ำผึ้ง (หรือส้มโชกุน) ที่ขึ้นชื่อที่สุด คงหนีไม่พ้นแหล่งผลิตที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นสายพันธุ์ส้มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 
 
ลักษณะ : คล้ายกับส้มเขียวหวาน มีเนื้อแน่น สีสันสวยงาม และรสชาติหวานแหลมอมเปรี้ยวเล็กน้อย ส้มสายน้ำผึ้งมีปริมาณน้ำมากและวิตามินซีสูงจะทานผลสดหรือนำไปคั้นเป็นน้ำส้มก็ดื่มง่ายเช่นกัน
 

ประโยชน์: ส้มสายน้ำผึ้งมีประโยชน์ในด้านการบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารอาหารที่มีในส้มสายน้ำผึ้ง เช่น วิตามิน C ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในส้มสายน้ำผึ้งที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะอักเสบในร่างกาย นอกจากนี้ ส้มสายน้ำผึ้งยังเป็นแหล่งของเส้นใยให้เลือดตกค้าง ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด นอกจากนี้ยังมีสารต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียในส้มสายน้ำผึ้งที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

2. ส้มเขียวหวาน

ส้มเขียวหวาน

ส้มเขียวหวาน(หรือส้มบางมด) เป็นส้มที่มีผลและเนื้อสีสวยงาม ฉ่ำน้ำ มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นแรง ทำให้คนนิยมนำมาทำเป็นน้ำส้มคั้นเพื่อบรรเทาอาการกระหายน้ำ

ลักษณะ: ผลส้มสีเขียวอมเหลือง แต่ก็มีสีเหลืองเข้มในบางพื้นที่ ผิวผลเรียบ ก้นผลราบถึงเว้าเล็กน้อย ส้มเขียวหวานยังถูกยกย่องว่าเป็น “ราชาแห่งส้มเขียวหวาน” เนื่องจากความอร่อยและคุณภาพที่ดีของส้มเขียวหวาน

ประโยชน์: การรับประทานส้มเขียวหวานสามารถบรรเทาอาการกระหายน้ำ ป้องกันโรคหวัด และการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยในกระบวนการย่อยอาหารของร่างกาย และเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยและมีรสชาติที่เปรี้ยวอมหวาน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และช่วยในกระบวนการขับถ่ายอาหารอย่างสะดวกสบาย

3. ส้มแมนดาริน

ส้มแมนดาริน

ส้มแมนดารินมีหลายสายพันธุ์ที่ต่างกันในความหวานและความเปรี้ยว อาทิ ส้มแมนดารินไทย ส้มแมนดารินอเมริกา ส้มแมนดารินอินเดีย และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับพื้นที่และสภาพอากาศที่ปลูก

ลักษณะ: ส้มแมนดารินมีขนาดเล็กกว่าส้มอื่นๆ มีลักษณะผิวเรียบ สีส้มอ่อนหรือสีเหลืองอ่อน บางสายพันธุ์อาจมีลายด้านผิว ลักษณะเหมือนกับส้มเขียวหวาน แต่เน้นความหวานและน้ำที่มากกว่า

ประโยชน์: ส้มแมนดารินมีประโยชน์ในด้านบำรุงร่างกาย มีสารอาหารที่มีในส้มแมนดาริน เช่น วิตามิน C ที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในส้มแมนดารินที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะอักเสบในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสารต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียในส้มแมนดารินที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

5. ส้มจี๊ด

ส้มจี๊ด

ส้มจี๊ด หรือ ส้มกิมจ๊อ เป็นพืชท้องถิ่นในประเทศจีนและแพร่กระจายพันธุ์ไปยังประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี

ลักษณะ: เหมือนกับส้มทั่วไป แต่มีขนาดเล็กกว่า ผลส้มชนิดนี้สามารถกินเปลือกผลได้ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ผิวผลบางเป็นสีเขียวและมีกลิ่นหอม เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-3 เมล็ด

ส้มจี๊ดมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ช่วยต้านหวัด แก้ไอ ขับเสมหะ แก้เจ็บคอ และแก้โรคภูมิแพ้ทางลำคอ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวพรรณ มีรสเปรี้ยวและใช้รับประทานแทนมะนาวหรือนำมาใช้ปรุงอาหาร ส้มจี๊ดยังสามารถนำมาใช้ทำน้ำผลไม้ แยม ส้มจี๊ดแช่อิ่ม ส้มจี๊ดเชื่อม ส้มจี๊ดดอง และชาส้มจี๊ด ส่วนผลสุกนำมาคั้นทำน้ำพริก ส้มเกล่า และใช้เปลือกผลในการทำกิมจ๊อ

นอกจากนี้ ส้มจี๊ดยังมีเปลือกและผลที่มีน้ำมันหอมระเหยที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำน้ำมันหอมระเหย นอกจากเป็นไม้กินผลแล้วยังเป็นไม้ประดับที่สวยงามเมื่อปลูกในสวน

6. ส้มวาเลนเซีย

ส้มวาเลนเซีย

ส้มวาเลนเซีย (Valencia: Citrus sinensis) เป็นส้มที่มีความสำคัญที่สุดในตลาดส้มโลกและอยู่ในกลุ่มส้มเกลี้ยง (The Orange Group) เช่นเดียวกับส้มเช้ง ส้มวาเลนเซียเป็นผลผสมพันธุ์โดยพ่อค้าชาวเม็กซิโกที่อพยพมาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย

ลักษณะ: ต้นส้มมีขนาดใหญ่และเหมาะสมกับภูมิอากาศและดินหลายแบบ ผิวส้มบางและไม่มีเม็ด เนื่องจากความหวานหอมเปรี้ยวเป็นพิเศษของส้มวาเลนเซีย จึงนิยมใช้คั้นน้ำส้มที่บรรจุในกล่องเพื่อขาย และเป็นที่นิยมที่สุดในตลาดส้มทั้งโลก จึงมีชื่อเล่นว่า ‘ราชาแห่งน้ำส้ม’

ประโยชน์: ส้มวาเลนเซียมีประโยชน์ในด้านบำรุงร่างกาย มีวิตามิน C ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ อย่างวิตามิน A ที่มีประโยชน์ต่อสายตาและผิวหนัง และวิตามิน E ที่ช่วยในการป้องกันการเกิดภาวะอักเสบในร่างกาย

7. ส้มยูสุ

ส้มยูสุ

ส้มยูซุ (Yuzu) เป็นผลไม้ตระกูลซิตรัสที่มีลักษณะเป็นผลกลมสีเหลือง มีเปลือกหนา ขนาดประมาณ 5.5–7.5 เซนติเมตร และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์

ประโยชน์: ส้มยูซุมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูง เช่น กรดฟีนอลิก (Phenolic Acid) และกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) เช่น แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และคารอทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเกี่ยวกับสมอง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ยังช่วยปรับอารมณ์และลดความเครียดได้ การสูดดมน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากส้มยูซุอาจช่วยปรับอารมณ์ที่ขุ่มมัวและวิตกกังวลให้ผ่อนคลาย และลดความเหนื่อยล้า 

*** ส้มยูซุอาจไม่เหมาะสำหรับคนที่แพ้กรดซิตริก มีอาการกรดไหลย้อน หรือกำลังรักษาด้วยเคมีบำบัด ในกรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

การปลูกส้ม: คำแนะนำและเทคนิค

การปลูกส้มเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เนื่องจากส้มเป็นผลไม้ที่มีความเป็นมาตรฐานสูงและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก การปลูกส้มเหมาะสมกับพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

ก่อนที่จะเริ่มปลูกส้ม ควรเตรียมพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม โดยพื้นที่ที่เลือกควรมีความชื้นสัมพัทธ์สูง และดินที่มีความเป็นกรด-ด่างเหมาะสมกับการปลูกส้ม นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสภาพดินและทำการปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดี เพื่อให้ต้นส้มเจริญเติบโตและแข็งแรงได้ดีขึ้น

การปลูกส้มแบ่งออกเป็นสองวิธี คือ การปลูกส้มเป็นต้นไม้เดี่ยวและการปลูกส้มเป็นต้นไม้เป็นแถว โดยการปลูกต้นไม้เดี่ยวจะได้ผลผลิตเร็วกว่า แต่ต้องการพื้นที่ที่กว้างขวางมากกว่าการปลูกเป็นแถว

วิธีการปลูกส้มข้อดีข้อเสีย
การปลูกส้มเป็นต้นไม้เดี่ยว– ได้ผลผลิตเร็ว
– ต้นส้มขึ้นโครงสร้างได้ดี
– ช่วยสร้างเงินได้เร็ว
– ต้องการพื้นที่มาก
– เก็บเกี่ยวยากเนื่องจากต้องมีการตัดแต่งที่สูง
– ต้นไม้ประสิทธิภาพต่ำ
การปลูกส้มเป็นแถว– ต้นไม้ประสิทธิภาพสูง
– บำรุงรักษาง่าย
– ผลผลิตเยอะ
– ต้นส้มไม่มีโครงสร้าง
– ส่งผลต่อการเก็บเกี่ยว
– ต้องใช้เวลาในการเติบโต

การดูแลต้นส้มนั้นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ควรรู้จักวิธีการรักษาต้นส้ม เช่น การให้น้ำสม่ำเสมอ การตัดแต่งกิ่งที่พรุน การใส่ปุ๋ยอย่างเหมาะสม และการป้องกันศัตรูพืช เช่น โรคหรือแมลงที่อาจเป็นอันตรายต่อต้นส้ม

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *